You are here:

วิธีออกแบบ Sales Pipeline Stages ให้เข้ากับธุรกิจของคุณ (ไม่ว่าจะเป็น B2B หรือ B2C)

22 ตุลาคม 2026

การนำระบบ CRM มาใช้งาน สิ่งแรกที่ต้องทำคือการเซ็ตอัพ “Sales Pipeline Stages” หรือขั้นตอนการขายให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของธุรกิจ เพราะหากออกแบบซับซ้อนเกินไป ทีมเซลล์จะขี้เกียจกรอกข้อมูล แต่ถ้าเรียบง่ายเกินไปก็จะไม่เห็นภาพเชิงลึก บทความนี้จะพาทุกท่านมาดูวิธีออกแบบ Pipeline ให้ใช้งานได้จริงครับ

ขั้นตอนที่ 1: แกะรอย Customer Journey ของลูกค้าจริงๆ

ก่อนจะลากเส้นแบ่งสเตจ ให้ย้อนกลับไปมองกระบวนการซื้อของลูกค้าในชีวิตจริงว่า ตั้งแต่พวกเขารู้จักแบรนด์จนกระทั่งควักกระเป๋าจ่ายเงิน ต้องผ่านขั้นตอนสำคัญอะไรบ้าง? โดยยึดพฤติกรรมของลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่ยึดความสะดวกของบริษัท

ขั้นตอนที่ 2: กำหนด “เกณฑ์การขยับสเตจ” ให้ชัดเจน (Stage Exit Criteria)

ปัญหาที่พบบ่อยคือ เซลล์มักจะลากดีลข้ามสเตจเร็วเกินไปเพื่อรายงานตัวเลขสวยๆ วิธีแก้คือต้องมีกติกากลางที่ชัดเจนว่า “การจะขยับจากสเตจ A ไปสเตจ B ต้องมีหลักฐานหรือเงื่อนไขอะไร?”

  • ตัวอย่าง: การจะขยับจากสเตจ Contacted ไปสู่ Proposal ลูกค้าต้องระบุความต้องการชัดเจนและขอใบเสนอราคาแล้วเท่านั้น ห้ามขยับตามอำเภอใจ

ตัวอย่างโครงสร้าง Pipeline สำหรับธุรกิจ 2 รูปแบบ

รูปแบบที่ A: ธุรกิจ B2B / ขายสินค้าโปรเจกต์มูลค่าสูง (High-Involvement & Long Sales Cycle)

เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องใช้เวลาตัดสินใจนาน มีการประชุมและเสนอราคาหลายรอบ

  1. New Lead: ได้รับข้อมูลติดต่อจากช่องทางต่างๆ (Inbound/Outbound)
  2. Qualified / Discovery: โทรคุยเพื่อคัดกรองความต้องการ งบประมาณ และอำนาจตัดสินใจ
  3. Meeting & Solutioning: นัดประชุม นำเสนอสินค้า หรือทำ PoC (Proof of Concept)
  4. Proposal / Quotation: ส่งใบเสนอราคาและขอบเขตงานอย่างเป็นทางการ
  5. Contract Negotiation: ต่อรองเงื่อนไขสัญญา ข้อกฎหมาย และการชำระเงิน
  6. Closed Won / Lost: ปิดการขายสำเร็จ หรือระบุเหตุผลที่พลาดดีล

รูปแบบที่ B: ธุรกิจ B2C / E-commerce / องค์กรที่เน้นปิดการขายผ่านแชต (Fast Sales Cycle)

เหมาะสำหรับธุรกิจที่ลูกค้าตัดสินใจซื้อเร็ว เน้นความรวดเร็วในการตอบแชต

  1. Inbox / Inquiry: ลูกค้าทักข้อความสอบถามสินค้าทาง LINE OA หรือ Facebook Messenger
  2. Product Consultation: ให้คำแนะนำ สรุปสเปกสินค้า หรือคำนวณราคาเบื้องต้น
  3. Invoice Issued: ออกใบแจ้งชำระเงินหรือลิงก์ชำระเงินให้ลูกค้า
  4. Payment Confirmed: ลูกค้าชำระเงินเรียบร้อย รอแพ็กสินค้า
  5. Fulfilled & Review: จัดส่งสินค้าสำเร็จ และขอรีวิวความพึงพอใจ

สรุป

Pipeline ที่ดีไม่จำเป็นต้องมีขั้นตอนเยอะจนน่าเวียนหัว แต่ต้องสะท้อนขั้นตอนการทำงานจริงของทีม และเปิดโอกาสให้ทุกคนในองค์กรเข้าใจตรงกันว่า ดีลแต่ละก้อนกำลังยืนอยู่ ณ จุดไหน เพียงเท่านี้ธุรกิจของคุณก็พร้อมก้าวสู่ความเติบโตอย่างเป็นระบบแล้วครับ

ข่าวสารที่คุณอาจสนใจ

Pipeline CRM คืออะไร? ทำไมธุรกิจยุคนี้ถึงปล่อยให้ทีมขาย “จดใส่กระดาษหรือ Excel” อีกต่อไปไม่ได้

ในโลกธุรกิจที่การแข่งขันขับเคลื่อนด้วยความเร็ว ใครที่ติดต่อลูกค้าได้เร็วกว่า ให้ข้อมูลได้ครบถ้วนกว่า และปิดการขายได้แม่นยำกว่า ย่อมเป็นผู้ชนะ แต่ภาพสะท้อนที่พบได้บ่อยในองค์กรจำนวนมากคือ เมื่อเดินเข้าไปดูหลังบ้านของทีมขาย กลับพบภาพคุ้นตาอย่า…

Read more

เจาะลึก 5 ประโยชน์เน้นๆ ของ Sales Pipeline ที่ช่วยเพิ่มอัตราการปิดการขาย (Win Rate)

ในการทำธุรกิจ หลายครั้งที่เรามักจะวัดความสำเร็จกันที่ “ยอดขายรวมสิ้นเดือน” แต่หากเดือนไหนยอดขายตก เรากลับตอบไม่ได้ว่าปัญหานิตมาจากจุดไหน นี่คือเหตุผลที่ทีมขายระดับมืออาชีพจำเป็นต้องมี Sales Pipeline เพราะมันไม่ใช่แค่เครื่องมือบั…

Read more

วิธีออกแบบ Sales Pipeline Stages ให้เข้ากับธุรกิจของคุณ (ไม่ว่าจะเป็น B2B หรือ B2C)

การนำระบบ CRM มาใช้งาน สิ่งแรกที่ต้องทำคือการเซ็ตอัพ “Sales Pipeline Stages” หรือขั้นตอนการขายให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของธุรกิจ เพราะหากออกแบบซับซ้อนเกินไป ทีมเซลล์จะขี้เกียจกรอกข้อมูล แต่ถ้าเรียบง่ายเกินไปก็จะไม่เห็นภาพเชิงลึ…

Read more